“หุ่นยนต์เทปโกตัวที่ 2” ถูก กัมมันตภาพรังสีระดับฆ่าคนในเสี้ยวนาที ละลายในเตาปฎิกรณ์ จนต้องทิ้ง อึ้ง !!“ไทยกินพีชนำเข้าจากฟูกุชิมะ” สูงอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ – บริษัทเทปโกล่าสุดส่ง สกอร์ปิโอ (Scorpio)หุ่นยนต์สำรวจที่ติดกล้องตัวที่ 2 เข้าไปภายในโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะยูนิตที่ 2 ที่มีเตาปฎิกรณ์นิวเคลียหลอมเหลว แต่ทว่าสุดช็อกหุ่นยนต์นักสำรวจ “ถูกระดับกัมมันตภาตรังสีระดับเข้มข้นที่สามารถสังหารคนได้ภายในช่วงเสี้ยวนาที” ทำลายเสียหายอย่างหนัก จนบริษัทโรงไฟฟ้าตัดสินใจทิ้งไว้ด้านใน ช็อกยิ่งกว่า สื่อญี่ปุ่นเปิดเผย ไทยเป็นประเทศอันดับ 2 จาก 3 ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำเข้า “พีชที่ปลูกในเขตฟูกุชิมะ” สูงเป็นอันดับ 2 หรือราว 73.9% เป็นรองแค่มาเลเซียในปีที่ผ่านมา จากจำนวนทั้งหมดร่วม 30.6 ตันที่ญี่ปุ่นส่งออก
สื่ออินเตอร์เนชันแนลบิสซิเนสไทม์ส รายงานเมื่อวานนี้(20 ก.พ)ว่า ภาพสุดช็อกที่ถูกเปิดเผยออกมาแสดงให้เห็นถึงสกอร์ปิโอ (Scorpio) หุ่นยนต์นักสำรวจที่ติดกล้องของบริษัทเทปโกถูกทำลายจากระดับรังสีเข้มขนภายในโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะยูนิตที่ 2 จนใช้การไม่ได้ ส่งผลทำให้ทางบริษัทพลังงานไฟฟ้าญี่ปุ่นต้องตัดสินใจทิ้งหุ่นตัวนี้ไว้ด้านในโดยไม่มีปฏิบัติการเก็บกู้กลับมา

ซึ่งพบว่าไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สกอร์ปิโอถูกส่งเข้าไปสำรวจด้านในตัวเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ที่หลอมเหลวเนื่องมาจากเหตุสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2011 แต่กลับพบว่ากล้องที่ติดอยู่กับหุ่นยนต์เพื่อทำการบันทึกภาพถูกกัมมันตภาพรังสีความเข้มข้นสูงทำลายในลักษณะ “หลอมเหลวไปเรื่อยๆ” ในแค่ 2 ช.มนับตั้งแต่วินาทีแรกที่หุ่นยนต์ตัวนี้เริ่มต้นสำรวจในส่วนบริเวณที่ได้รับความเสียหาย และไม่มีมนุษย์สามารถเข้าไปได้ถึง

สื่อธุรกิจชี้ว่า สกอร์ปิโอนั้นถูกสร้างโดยบริษัทโตชิบา ที่มีหน้าที่เพื่อปฎิบัติการสำรวจในส่วนด้านใต้ของเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ที่หลอมเหลว ซึ่งทางกลุ่มวิศวกรญี่ปุ่นต่างคาดว่า สกอร์เปียน อาจจะกำลังเข้าใกล้แกนของการระเบิด ที่ห่างออกไปร่วมกว่า 10 ฟุตจากเป้าหมายเดิมคือ “แท็งก์”

อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เนชันแนลบิสซิเนสไทม์ส์ชี้ว่า ในการแถลง ทางเทปโกไม่ได้ออกมาเปิดเผยว่า ซากชิ้นส่วนหรือสารกัมมันตภาพที่ทำให้หุ่นยนต์สกอร์เปียนหยุดทำงาน โดยอ้างแต่ว่าในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวน

โดยในแถลงการณ์บริษัทเทปโกกล่าวว่า “ถึงแม้ว่าหุ่นยนต์จะไม่สามารถเข้าไปถึงพื้นที่ฐานล่างได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมที่ทางเราต้องการสำรวจ แต่ทว่าข้อมูลที่ทรงคุณค่าที่ทางเราสามารถเก็บมาได้นั้น จะนำไปสู่แนวทางการพัฒนาเพื่อวางแผนการจัดการนำซากทั้งหมดแท่งพลังงานที่เสียหายโรงไฟฟ้าออกมาจากพื้นที่ได้ในอนาคต”

ทั้งนี้ที่ผ่านมาทั้งเทปโกและรัฐบาลญี่ปุ่นต่างออกมายืนยันว่า กัมมันตภาพรังสีนั้นถูกควบคุมภายในทั่วทั้งบริเวณ และรวมไปถึงด้านนอกของเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ และไม่เป็นอันตรายต่อสาธรณะ และส่งผลทำให้มีการนำพืชผักและผลไม่ที่ปลูกได้ภายในเขตฟูกุชิมะส่งออกไปขายทั่วญี่ปุ่น รวมไปถึงส่งออกไปยังต่างแดน โดยล่าสุดสื่อญี่ปุ่น เจแปนไทม์ส รายงานว่าพีชของฟูกุชิมะ สามารถเปิดประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน 3 ประเท ที่รวมถึง ไทย ในปีที่ผ่านมา สร้างความหวังว่า ทางโตเกียวจะสามารถนำพืชผักจากเขตประสบภัยวิกฤตนิวเคลียร์ปี 2011 ส่งมาขายยังภูมิภาคนี้มากขึ้น

โดยในรายงานของเจแปนไทม์สวันอาทิตย์(19 ก.พ) พบว่า ไทยเป็นชาติอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเข้าพีชฟูกุชิมะสูงถึง 73.9% ในปี 2016 ในขณะที่มาเลเซียนำเข้ามากที่สุดอยู่ที่ 76.8% และอินโดนีเซีย 55.9% ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อพิจารณาถึงจำนวนโวลุม สื่อญี่ปุ่นชี้ว่าฟูกุชิมะส่งออกพีชที่ปลูกได้ในเขตของตัวเองมายัง 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสิงคโปร์ ในจำนวนรวม 30.6 ตัน สูงกว่าในปี 2010 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดวิกฤตนิวเคลียร์ โดยพบว่าในปี 2010 ฟูกุชิมะส่งออกพีชไปยังภูมิภาคนี้เพียงแค่ 23.9 ตันเท่านั้น

เจแปนไทม์รายงานว่า ฟูกุชิมะถnอเป็นแหล่งปลูกพีชเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ที่มียามานาชิ( Yamanashi) เป็นแหล่งปลูกพีชใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตตลาดพีชสำคัญของแดนอาทิตย์อุทัยคือ ไต้หวัน และฮ่องกง โดยพบว่ายอดส่งออกพีชญี่ปุ่นสูงสุดในปี 2008 อยู่ที่ 70 ตัน แต่ทว่าหลังจากเหตุวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะเกิดขึ้นในปี 2011 ทำให้ตลาดการค้าพีชฟูกุชิมะนั้นกลายเป็นศูนย์เนื่องมาจากการถูกสั่งห้ามนำเข้าโดยสิ้นเชิง

และทำให้แผนกสัมพันธ์ประจำเมืองฟูกุชิมะกลับไปวิจัยทางตลาด และหาลู่ทางการขายใหม่ โดยมุ่งไปเปิดตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน ที่พบว่ามีบางประเทศในภูมิภาคนี้ยอมผ่อนปรนมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากเขตฟูกุชิมะก่อนที่อื่นๆ สื่อญี่ปุ่นชี้

โดยในเรื่องนี้พบว่า จากการรายงานของสื่อญี่ปุ่น FTV จากการเผยแพร่ทางยูทิวบ์ในวันที่ 8 กันยายน 2012 ชี้ว่า ไทยยอมนำเข้าพีชจากฟูกุชิมะเป็นครั้งแรก โดยพีชล็อตแรก 800 ผลจะถูกขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทยตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2012 ทั้งๆที่เหตุการณ์วิกฤตนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงเกิดขึ้น 1 ปีก่อนหน้านั้น

แต่ทว่า ถึงแม้ฟูกุชิมะจะประสบความสำเร็จสามารถทำให้ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ยอมรับในสินค้าพีชจากทางเมืองสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามทางเมืองฟูกุชิมะชี้กับเจแปนไทม์สว่า ไม่ถือว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้ประเทศอื่นๆในภูมิภาคยอมคล้อยตาม 3 ประเทศนี้ โดยยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ที่พบว่าในปี 2016 ฟูกุชิมะมีส่วนแบ่งในตลาดพีชเพียงแค่ 12% จากจำนวนพีชทั้งหมดซึ่งมีที่มาจากเมืองอื่นๆในญี่ปุ่น

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนสิงคโปร์ยังไม่ยอมรับในพีชซึ่งเป็นผลไม้จากฟูกุชิมะเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรก็ตาม ทางเมืองฟูกุชิมะยังหวังว่า ยอดขายพีชที่สูงใน 3 ชาติจะช่วยทำให้ตลาดอื่นๆที่สำคัญ เป็นต้นว่า ไต้หวัน และฮ่องกง ให้มองเห็นว่า พีชที่มาจากเมืองฟูกุชิมะเป็นพีชที่ปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม สื่อไชนาโพสต์ของไต้หวันรายงานในวันที่ 11 ตุลาคม 2016 ว่า หน่วยงานอาหารและยาไต้หวันยังคงยืนคำสั่งแบนการนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเขตฟูกุชิมะต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน 2016 หนังสือพิมพ์เดลีเทเลกราฟของอังกฤษรายงานในขณะนั้นว่า เป็นครั้งแรกหลังจากเกิดปัญหาวิกฤตนิวเคลียร์ญี่ปุ่น ฟูกุชิมะจะสามารถนำข้าวที่ปลูกได้ในเขตของตัวส่งออกมาจำหน่ายในกรุงลอนดอนได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2016 เป็นต้นไป ผลจากความพยายามการล็อบบี้อย่างหนักของทางตัวแทนจากญี่ปุ่น

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้จากเว็บ Manager