ช่วยด้วย! พ่อหายใจไม่ออก! “ท็อป” ใจสลาย เสียงสุดท้ายก่อนพ่อสิ้นใจบนทางด่วน เกือบ 1 เดือนที่สูญเสียครอบครัวยังทำใจไม่ได้

“ท็อป เทวินทร์” สุดกลั้น น้ำตาไหลพราก! เล่านาทีคุณพ่อสิ้นใจบนทางด่วน เผยใจสลายเห็นพ่อตายต่อหน้า เสียงสุดท้ายขอให้ช่วย-หายใจไม่ออกยังก้องในหู เกือบ 1 เดือนที่สูญเสีย ครอบครัวยังทำใจไม่ได้ สงสารแม่นั่งเหม่อทุกวัน ทุกข์ระทมอยากรับโทรศัพท์อยากฟังเสียงแต่ก็ทำไม่ได้ ฝากบอกพ่อไม่ต้องห่วง จะไม่ทำให้แม่เหงา จะกลับบ้านให้เร็วขึ้นเป็นข่าวช็อกใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับกรณีที่พ่อนักแสดงหนุ่ม “ท็อป เทวินทร์ สุรเชิดเกียรติ” วูบเสียชีวิตคาพวงมาลัยบนทางด่วน ภาพนักแสดงหนุ่มร่ำไห้ก้มกราบเท้ายังติดตาแฟนๆ ทุกคน ล่าสุดหนุ่มท็อปออกมาเผยถึงนาทีดังกล่าวด้วยอาการน้ำตานอง ยอมรับเกือบ 1 เดือนที่สูญเสียพ่อ ครอบครัวยังทำใจไม่ได้

“พรุ่งนี้วันที่ 20 ก็จะครบหนึ่งเดือนที่คุณพ่อเสียครับ มันเร็วมาก สำหรับครอบครัว คือผมมานั่งนึกดูเฮ้ยนี่มันจะเดือนหนึ่งแล้วที่พ่อผมเสีย ตอนนี้สภาพครอบครัวก็ต้องปรับตัวครับ คือปกติคุณแม่จะไปทานข้าวกับคุณพ่อทุกวันเพราะคุณพ่อกลับบ้านทุกวัน ตอนนี้คุณแม่ก็ยังนั่งเหม่ออยู่”

“วันนั้นเป็นวันปกติครับ ผมก็ไปถ่ายละครวันนั้นมีซีนเดียว ที่ต้องพูดว่าคุณพ่อไปหาหมอบ้างนะ คำนี้คำเดียวเลย แล้วผมก็มีงานอีกงานหนึ่งต่อ ตอนไปงานต่อคุณพ่อโทร.มาหาผมว่าถึงงานรึยังลูก ไปงานต่อทันมั้ย ผมก็บอกว่าผมไปทัน งั้นเดี๋ยวเจอกันที่บ้านนะเพราะป๊าก็จะกลับบ้านแล้ว หลังจากเสร็จงานผมก็ไปกินข้าว นั่งกินปกติ แล้วทีนี้คุณพ่อก็โทร.มาว่าอยู่ไหน มาช่วยป๊าหน่อย ป๊าหายใจไม่ออก โทร.มาด้วยเสียงที่แบบไม่ไหวแล้ว เขาพยายามจะหายใจ แต่หายใจไม่ได้แล้ว”

ใจสลาย น้ำตาไหลพราก! พ่อหัวใจวาย เผยปลุกพ่อเท่าไหร่พ่อก็ไม่ยอมตื่น
“หลังจากนั้นผมก็ถามว่าพ่ออยู่ไหน เป็นอะไรทำไมหายใจไม่ออก เขาก็บอกว่าเขากลัว เขาอยากกลับบ้าน ผมก็บอกว่ารอแป๊บหนึ่ง ตอนนี้อยู่ตรงไหน คือเขาก็ยังมีสตินะครับ จอดรถแล้ว จอดตรงป้ายบอกทางซึ่งมันเขียนว่าบางพลี-สำโรง พ่อก็บอกบางพลีนะลูก ผมก็โอเคกำลังไปนะป๊า แล้วผมก็โทร.ประสานทางสายด่วนให้ไปช่วยก่อน ผมก็ขับรถไป ในใจก็คิดว่าพ่อยังอยู่ พ่อไม่เป็นไรหรอก เพราะก่อนหน้านั้นพ่อไม่ได้เป็นอะไรเลย ปกติอายุ 60 ก็ยังแข็งแรง เราก็ขับไปใกล้ถึงแล้วโทร.หาพ่ออีกทีหนึ่ง ท่านก็รับสายแต่เสียงคือพูดไม่ได้แล้ว (เสียงสั่นน้ำตาไหล) พ่อพยายามสื่อสารกับเรา แต่ไม่สามารถพูดได้แล้ว ก็ขับรถไปในใจก็ยังคิดอยู่ว่าพ่อไม่เป็นไรๆ พ่อไม่ตาย พ่อต้องอยู่”

“แล้วก็มีอีกสายโทร.เข้ามาบอกว่าคุณพ่อไม่อยู่แล้วนะ ท่านไปแล้ว ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าผมขับรถไปถึงพ่อได้ยังไง สติผมหลุดไปแล้ว ถึงยังไง ถึงตอนไหนก็ไม่รู้ จำได้ว่าเห็นไฟกะพริบๆ แล้วก็จอด จังหวะที่ลงไปเห็นคุณพ่อ ณ ตอนนั้นก็ใจสลายครับ ใจสลายจริงๆ พยายามปลุกท่านก็ไม่ตื่น อย่างที่บอกคุณพ่อผมกลับบ้านทุกวัน (เสียงสั่น) มีวันนั้นวันเดียวที่คุณพ่อกลับไม่ถึงบ้าน(น้ำตาไหล)”

“ณ จุดๆ นั้นถ้าคุณพ่อผมหัวใจวาย มันมีเวลาประมาณ 15 นาทีครับ แต่เวลาวันนั้นมันเป็นเวลาเร่งด่วน รถติดมาก กว่าผมจะไปหาคุณพ่อไปได้ก็เกือบ 2 ชม. ผมก็คอยโบกรถ แล้วขอให้เขาหลบตลอด ก็ต้องขอบใจเพื่อนร่วมทาง พอผมโบกมือแล้วเขาก็หลบๆ ให้ ผมไปจากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า กว่าจะถึงพอก็ 40 กว่ากิโล ไปถึงก็ไม่ทันแล้ว”

บอกพ่อนอนไม่หลับแถมดื้อไม่ยอมไปหาหมอ คาดไม่ถึงเป็นอาการโรคหัวใจ
“ทุกอย่างมันไม่รู้จะรู้สึกยังไง คือเห็นคุณพ่อไม่มีลมหายใจแล้ว ก่อนหน้านั้น 2 ชม. ยังโทร.คุยกันอยู่เลย ไม่คิดว่าพ่อจะเป็นแบบนั้นได้ แต่คือท่านมีอาการก่อนหน้านั้น 2 วันครับ แม่มาบอกผมว่าเนี่ยป๊านอนไม่ได้เลยนะ แน่บอกทั้งคืนเลย แต่พ่อก็คิดว่าเดี๋ยวก็หาย ท่านดื้อครับ ไม่ยอมไปหาหมอ เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอาการของโรคหัวใจ คือผมสื่อสารกับคุณแม่ผิดด้วยแหละ ผมก็คิดว่าเป็นโรคกระเพาะ คือคุณพ่อมีโรคประจำตัวคือเบาหวาน”

น้ำตาไหล! เสียงพ่อทุรนทุรายยังก้องในหู
“ทุกวันนี้ก่อนที่ผมจะนอนเสียงคุณพ่อยังเข้าหูผมเป็นประจำ เสียงครั้งสุดท้ายที่ท่านโทร.มาหาผม บอกให้ไปช่วยท่านหน่อย หายใจไม่ได้ หายใจไม่ออก มีอยู่คำหนึ่งที่สะกิดใจผมมาก ท่านบอกว่าอยากกลับมา(ร้องไห้)”

ไหว้พระขอให้เจอพ่ออีกครั้ง
“ตอนนั้นยังไม่ได้บอกแม่ จนไปถึงโรงพยาบาล ถึงได้บอกคุณแม่ว่าพ่อไม่อยู่แล้ว ผมเสียใจที่ไปช่วยพ่อไม่ทัน แต่ได้พยายามสุดแล้ว ผมไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว”

“สภาพจิตใจคุณแม่ก็หนักครับเพราะคุณพ่อจะขับรถมารับคุณแม่ไปกินข้าว แม่ผมจะนั่งชิงช้าตัวเดิม เก้าอี้ตัวเดิม แล้วก็มองไปนอกบ้าน (ร้องไห้) ส่วนผมสภาพจิตใจดีขึ้นครับ ล่าสุดยังฝันเห็นคุณพ่ออยู่เลย ผมไปไหว้พระวัดหนึ่งมา อธิษฐานว่าช่วยผมเจอคุณพ่ออีกครั้งได้มั้ย อยากเจอ อยากคุย อีกวันหนึ่งก็ฝันเห็นคุณพ่อ ในฝันผมลงไปทำงาน คุณพ่อนั่งสูบบุหรี่อยู่ท่าเดิม เราก็ถามว่ายังไม่เลิกสูบบุหรี่อีกเหรอ ผมถามเขาอีกว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกสบายดีไม่ต้องห่วง ผมก็บอกว่าทุกคนคิดถึงนะ เขาก็บอกว่าเขาคิดถึงเหมือนกัน”

“พ่อผมเป็นคนน่ารัก ผมถึงคุยกับท่านทุกเรื่อง ผมยังเสียใจถึงทุกวันนี้ที่ผมยังทำได้ไม่สุด เขายังเป็นห่วงชีวิตผมอยู่เยอะ วันที่พ่อเราเสีย เราบอกตัวเองว่าพ่อไปแล้วนะ ไม่ต้องไปซีเรียสนะ คำนั้นมันใช้ได้จริง ในช่วงขณะหนึ่ง ผมอยากจะบอกใครหลายๆ คน หรือพวกดาราศิลปินที่บอกว่าให้รีบกลับในวันที่คุณพอมีเวลา คุณแม่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ มันคือเรื่องจริง แต่ตอนนั้นผมไม่รู้สึกแบบนั้นเลย รู้สึกว่าเรายังมีเวลาทั้งชีวิต พอมาเจอกับตัวเอง เวลานั้นมันไม่มีแล้ว เวลาที่เราบอกรักเขา แต่ไม่มีอะไรตอบกลับมา เขานอนนิ่งและก็หลับตา”

ฝากบอกพ่อไม่ต้องห่วง จะไม่ทำให้แม่เหงา จะกลบบ้านให้เร็วขึ้น
“ถ้าคุณพ่อมองอยู่ก็อยากจะบอกว่าไม่ต้องห่วงครับ พยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าแม่จะเหงา จะกลับบ้านให้ไวขึ้น เมื่อก่อนเวลาป๊าโทร.มาไม่เคยรับสาย แต่ทุกวันนี้อยากรับโทรศัพท์เขา แต่ไม่มีใครโทรมาแล้ว ใครที่มีเวลาก็ทำครับ ผมว่าเขายังห่วงอยู่ เขารู้ว่าผมมีปัญหาเรื่องไหน กับใคร ผมอยู่ในสถานการณ์ไหน ผมว่าตอนนี้เขายังเป็นห่วงผมเยอะเลย แต่ผมไม่อยากให้เขาเป็นห่วง อยากให้เขาสบาย”